Amazing Union Live in bangkok November 7th, 2012



Biography Amazing Union

Mike Portnoy

Mike เริ่มต้นหัดตีกลองด้วยตัวเองและยึดเอามือกลองและวงอย่าง Terry Bozzio, Vinnie Colaiuta, Simon Philips, John Bonham, Keith Moon, The Beatles, Queen, Yes, Metallica, Jellyfish, Iron Maiden, U2 และ Jane's Addiction เป็นต้นแบบ ด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้า เขาจึงตัดสินใจเรียนดนตรีอย่างจริงจังที่ Berklee Music College ในเมือง Boston และ Berklee ก็ทำให้เขาได้พบกับมือกีต้าร์อย่าง John Petrucci และมือเบสอย่าง John Myung พวกเขาทั้งสามตัดสินใจดร็อปเรียนที่ Berklee เพื่อออกมาเล่นดนตรีอย่างเต็มตัว พวกเขาเริ่มต้นตั้งวงและใช้ชื่อวงว่า The Majesty ในช่วงแรก ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อวง Dream Theater อย่างถาวรในภายหลัง

The Majesty เริ่มต้นออกเล่นดนตรีอย่างจริงจังตามที่ต่างๆในเมือง New York พร้อมกับเริ่มเขียนเพลงเพื่อทำเดโม และอัลบั้มชุดแรกที่ออกมาอย่างเป็นทางการก็คือเดโมของ The Majesty มันเป็นเดโมที่เต็มไปด้วยไอเดียการเล่นที่มากมายด้วยความคิดและฝีมือ 1,000 ก็อปปี้ขายหมดภายในระยะเวลา 6 เดือน และก็กลายเป็นงานเพลงที่หายากมากในช่วงนั้น ยังมีการ
ก็อปปี้กันเองในหมู่คนฟังซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่อาจนับได้และนี่เองคือจุดพลิกโฉมหน้าให้เกิดประวัติศาสตร์ดนตรี progressive metal ครั้งใหม่ และด้วยชื่อวง The Majesty ที่ไปซ้ำกับวงที่มีชื่อนี้มาก่อนหน้านี้ จึงเกิดปัญหาทางกฎหมายลิขสิทธิ์เกิดขึ้น
แต่สุดท้ายปัญหานี้ก็ยุติลงด้วยคำแนะนำจากพ่อของ Mike เอง ที่แนะนำให้ใช้ชื่อวงว่า “Dream Theater” และชื่อนี้จึงกลายมาเป็นชื่อถาวรจนถึงปัจจุบัน

ไม่นานนักพวกเขาก็ได้ติดต่อเซ็นสัญญากับ Mechanic ซึ่งเป็นค่ายย่อยในสังกัด MCA และปี 1988 พวกเขาก็เริ่มโครงการกับอัลบั้มชุดแรก และปี 1989 อัลบั้ม Dream and Day Unite ก็เสร็จสมบูรณ์ออกมาให้ได้ฟังกัน แต่ด้วยแรงโปรโมทที่น้อยมากเหมือนกับสังกัดไม่ใส่ใจซักเท่าไหร่ จึงทำให้พวกเขามีคอนเสิร์ตใน New York เพียงแค่ห้าครั้งเท่านั้น
ทุกอย่างเหมือนต้องมานับหนึ่งใหม่อีกครั้ง Dream Theater เริ่มต้นเปิดรับออดิชั่นนักร้องและขณะเดียวกันนั้นพวกเขาก็กำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับอัลบัมชุดใหม่ และในปี 1991 เทปที่บันทึกเสียงร้องออดิชั่นจากแคนาดาก็ถูกส่งมาในมือของพวกเขา ในชื่อของ James LaBrie และหลังจากการแจมสั้นๆ พวกเขาตัดสินใจเลือก James LaBrie เข้ารับตำแหน่งนี้ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ พวกเขาก็ไปเซ็นสัญญากับ ATCO Records ซึ่งปัจจุบันคือ EastWest และก็มีสัญญาที่จะทำอัลบั้มถึงเจ็ดชุดด้วยกัน

อัลบั้มชุดแรกในสังกัดใหม่และนักร้องคนใหม่ก็ออกมาในชื่อชุดว่า Image And Word เพียงแค่เพลง Pull Me
Under ได้ถูกส่งไปตามรายการวิทยุและ MTV สิ่งที่ตอบรับกลับมาคือความสำเร็จอย่างสูงเกินกว่าที่พวกเขาจะคาดเดาได้ Dream Theater มีกำหนดเริ่มทัวร์คอนเสิร์ตทั้งในอเมริกาและญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องทันที และในปี 1993 พวกเขาก็เริ่มต้นทัวร์ในยุโรป Images and Words ได้รับแผ่นเสียงทองคำในอเมริกา และการโชว์ใน Marquee jazz club ในอังกฤษได้กลายเป็นอัลบั้มบันทึกการแสดงสดออกขายและยังนับได้ว่าเป็นอัลบั้มบันทึกแสดงสดอย่างเป็นทางการครั้งแรกของวงอีกด้วย
หลังจากประสบความสำเร็จในชุดแรกอย่างสูงพวกเขาก็ไม่รอช้า การทำงานยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องทำให้ปี 1994 พวกเขาออกAwake อัลบั้มที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งเมตัลมาเป็นงานชุดที่สอง แต่ขณะเดียวกันนั้น Kevin Moore ก็ตัดสินใจขอออกจากวงเพื่อที่จะไปทำเพลงในสไตล์ที่เขาชอบ Jordan Rudess ได้เข้ามาแทนช่วงสั้นๆก่อนที่จะเข้าร่วมเล่นกับ The Dixie Dregs แต่ท้ายสุดวงก็ได้ Jordan Rudess เข้ามาทำงานอย่างเต็มตัวในภายหลัง และ Derek Sherinian ก็เข้ามาแทนที่ในระหว่างการเดินสายชุด Awake

ด้วยกระแสการตอบรับจากแฟนเพลงทั่วโลกอย่างมหาศาล EastWest Records จึงตัดสินใจให้พวกเขาออกอัลบั้มพิเศษเป็น EP โดยรวมเอาเพลงที่ไม่เคยออกที่ไหนมาก่อน และเพลงที่ยาวกว่า 20 นาทีออกมาให้ฟังกันในชื่อชุด A Change of Seasons อัลบั้มเต็มชุดต่อไปที่ตามออกมากคือ Falling Into Infinity และระหว่างที่ทัวร์นั้นพวกเขาก็เตรียมตัวบันทึกอัลบั้มแสดงสด Once In A Livetime

ปี 1997 Mike Varney ได้ชวน Mike Portnoy ทำโปรเจ็คพิเศษ เป็นเพลงโพรเกสซีพที่หนักแน่นโดยรวมเอาสมาชิกใหม่และตั้งชื่อวงใหม่ในนาม Liquid Tension Experiment โดยประกอบด้วย Portnoy (กลอง), Petrucci (กีต้าร์), Tony Levin จาก King Crimson (เบส), and Jordan Rudess ที่เพิ่งทัวร์กับ The Dixie Dregs เสร็จมาเล่นคีย์บอร์ด และอัลบั้มชุดใหม่จาก Dream Theater ก็เตรียมพร้อมออกมาให้ฟังกัน โดยเพลงทั้งหมดเป็นถูกวางคอนเซ็ปต์เป็นเรื่องเดียวกัน และใช้ชื่อชุดว่า Scenes From A Memory และตามมาด้วย Train Of Thought

หลังจากเหตุการณ์ 9/11 ซีดีของวงชุด Live at the Marquee และ Live Scenes From New York ที่มีอยู่ในท้องตลาด ถูกเรียกกลับคืนทันที จากสาเหตุที่ปกมีภาพซึ่งสื่อถึงเหตุการณ์นั้น จนถึงทุกวันนี้ซีดีสองแผ่นนั้นที่เป็นปกต้นแบบได้กลายเป็นของสะสมที่หายากไปทันที
Dream Theater กลับมาอีกครั้งด้วยคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่ลึกกว่าเก่า กับ Six Degrees of Inner Turbulence ซึ่งแต่ละเพลงในชุดนี้มีความยาวไม่ต่ำกว่า 5 นาที และตามมาด้วยอัลบั้มชุดที่ 7 กับ Octavarium พวกเขายังคงทัวร์อย่างไม่หยุดหย่อนรวมถึงการทำงานในโปรเจ็คต่างๆอีกมากมาย และพวกเขาก็ยังได้ออก DVD คอนเสิร์ตที่สุดยอดออกมานั้นคือ Live At Budokan

Mike ยังคงมีวงโปรเจ็คอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น Transatlantic, Liquid Tension Experiment
และ O.S.I สำหรับ Mike แล้วเขายังคงเดินหน้าต่อไป เขายังได้ร่วมกับมือกลองชาวแม็กซิกัน “Chucho”
เปิดทัวร์เวิร์คช็อบตามร้านขายเครื่องดนตรีต่างใน Mexico รวมไปถึงร่วมสายและบันทึกเสียงกับวง A7X อีกด้วย

ผลงาน
กับ Majesty
1986 : Majesty

กับ Dream Theater
1989 When Dream and Day Unite
1992 Images and Words
1994 Awake
1995 A Change of Seasons
1997 Falling into Infinity
1999 Metropolis Pt. 2: Scenes from a Memory
2002 Six Degrees of Inner Turbulence
2003 Train of Thought
2005 Octavarium
2007 Systematic Chaos
2009 Black Clouds & Silver Linings

กับ Avenged Sevenfold
2010 Nightmare

กับ Adrenaline Mob
2011 Adrenaline Mob
2012 Omerta

กับ Transatlantic
2000 SMPT:e
2001 Bridge Across Forever
2009 The Whirlwind

กับ Neal Morse
2003 Testimony
2004One
2005 ?
2006 Morse, Portnoy and George Cover to Cover
2007 Sola Scriptura
2008 Lifeline
2011 Testimony 2

กับ OSI
2003 Office of Strategic Influence
2006 Free

กับ Liquid Tension Experiment
1998 Liquid Tension Experiment
1999 Liquid Tension Experiment 2
2007 Spontaneous Combustion

กับศิลปินอื่นๆ
2003 Yellow Matter Custard:One Night in New York City/tribute to The Beatles (with Paul Gilbert, Neal Morse, and Matt Bissonette)
2006 Hammer of the Gods:Two Nights in North America/tribute to Led Zeppelin (with Paul Gilbert, Daniel Gildenl?w, and Dave LaRue)
2006 Cygnus and the Sea Monsters:One Night in Chicago/tribute to Rush (with Paul Gilbert, Sean Malone, and Jason McMaster)
2007 Amazing Journey:One Night in New York City/tribute to The Who (with Paul Gilbert, Billy Sheehan, and Gary Cherone)
2011 Yellow Matter Custard:One More Night in New York City/tribute to The Beatles (with Paul Gilbert, Neal Morse, and Kasim Sulton)
1984 Rising Power:Power for the People
1986 Inner Sanctum: 12 A.M.
1986 S. A. Adams:Unearthed
2001 Andy West:Rama 1
2003 John Arch:A Twist of Fate
2012 Flying Colors Flying Colors

Billy Sheehan

หากเมื่อจะกล่าวถึงมือเบสคนสำคัญในวงการเพลง Rock แล้วละก็ มือเบสหลายๆ คนคงต้องนึกถึงชื่อเขาผู้นี้เป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่แท้ “Billy Sheehan” อดีตมือเบสวง Mr. Big, David Lee Roth, Talas และ Niacin ซึ่ง Billy นับว่ามีบทบาทอย่างมากในการเปลี่ยนวิธีการเล่นเบสในวงการเบสของโลกคนหนึ่ง โดยเฉพาะดนตรีแนว Rock ที่ตอนนี้ไม่มีใครมีอิทธิพลเท่าเขาแล้ว

Billy Sheehan เกิดที่เมือง Buffalo, New York เขาเติบโตโดยมีแม่เพียงคนเดียวที่ขยันเลี้ยงดูครองครัวและมีพี่น้องอีก 3 คน แม้ว่าในช่วงวัยเด็กเขาจะมีความลำบากแต่เขาก็ไม่เคยคิดท้อ Billy เริ่มฟังเพลงมาตั้งแต่เด็ก โดยแม่ของเขาสนับสนุนเขาให้ฟังเพลงหลากหลายแนว การเล่นดนตรีของเขาได้รับอิทธิพลมาจาก Tim Bogert แห่งวง Vanilla Fudge มากที่สุด
ครั้งหนึ่งสมัยวัยรุ่นเขาได้ตั้งวงดนตรีกับเพื่อน นับว่าเป็นวงแรกของเขา ชื่อวงว่า Opus One ซึ่งเป็นวงในแบบ Horn Band มีเครื่องดนตรี 11 ชิ้น หลังจากมี Opus One แน่นอนว่าก็ต้องมี Opus Two วงดนตรีแนว jazz วงเล็กๆ ซึ่งต่อมาก็ได้พัฒนาไปเป็นวง Rock Trio คือ วง Talas ในช่วงปี 1972 ซึ่ง Billy ได้เล่นร่วมกับวงนี้เป็นระยะเวลาค่อนข้างนานพอควร โดย Billy ก็ได้สร้างเพลงเบสระดับตำนานตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เช่นเพลง NV4 3345 และ Shy Boy โดยมีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เขาก็ได้แยกตัวออกไปตั้งวงอีกวงที่มีชื่อว่า Sheehan และก็ได้กลับมาสู่ Talas อีกครั้ง
หลังจากที่ Talas ยุบวงลงไป เขาก็ได้เข้าร่วมกับวงของ David Lee Roth (นักร้องเพลงร็อคระดับตำนานของวงการ) ซึ่ง David Lee Roth ได้แยกออกมาจากวง Van Halen เพื่อมาตั้งวงของตนเอง ซึ่ง Billy ได้มีส่วนช่วยให้วงประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง จะว่าไปวงของ David ในยุคนี้ได้รวบรวมเหล่านักดนตรีชั้นเอกของวงการไว้เลยทีเดียว หนึ่งในนั้นคือมือกีตาร์อย่าง Steve Vai โดยมีมือกลองคือ Greg Bissonette ซึ่งวง David Lee Roth ประสบความสำเร็จในวงการ rock เป็นอย่างมากในช่วงยุค 80
หลังจากนั้นเมื่อวงของ David ได้ยุบลง Billy ก็แยกตัวไปเพื่อก่อตั้งวงขึ้นมาใหม่โดยใช้ชื่อว่า Mr. Big ในช่วงนั้นเขาได้ชักชวน Steve Stevens มาเล่นกีตาร์ แต่ผลสุดท้าย ภายหลังก็ได้เลือก Paul Gilbert มาเป็นมือกีตาร์ประจำวง โดยมี Pat Torpey เป็นมือกลอง และ Eric Martin เป็นนักร้อง

วง Mr. Big ได้ตั้งวงอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1988 ซึ่งต่อมาก็ได้ออกอัลบั้มแรกโดยมีชื่อเดียวกับวงคืออัลบั้ม “Mr. Big” ซึ่งได้มีเพลงอย่าง Addicted To That Rush ที่มีการขึ้น Intro โดยใช้เทคนิค Tapping อย่างยอดเยี่ยม แต่อัลบั้มต่อมาซึ่งสร้างชื่อให้กับวงเป็นอย่างมากก็คืออัลบั้ม “Lean Into It” ซึ่งเป็นอัลบั้มระดับ platinum โดยมีเพลงอมตะอย่าง “To Be With You” เพลงนี้ได้ขึ้นอันดับหนึ่งในหลายๆ ชาร์ตทั้งในอเมริกาและประเทศอื่นๆ อีก 14 ประเทศมาแล้ว

ต่อมา Mr. Big ก็ออกอัลบั้มต่อๆ มาอีกหลายๆชุดทั้งที่เป็นอัลบั้มเต็มและ single แต่ถึงอย่างไรก็ตามวง rock วงนี้ก็ประสบปัญหาอย่างหนักเมื่อประมาณปี 1996 เนื่องจากปัญหาภายในวงจนกระทั่งแยกยายกันไปในที่สุด

หลังจากนั้นเขาก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับนักดนตรีระดับโลกมากมายอาทิเช่น Yngwie Malmsteen, Tony MacAlpine, Greg Howe, Steve Vai, Terry Bozzio ฯลฯ และก็ได้มีโอกาสตั้งวงซึ่งนับเป็นโปรเจคหนึ่งของเขาคือวงดนตรี 3 ชิ้น Niacin ที่มี John Novello มือออร์แกนแฮมมอนบี 3 (Hammond B-3 organ) และ Dennis Chamber มือกลอง

หากจะกล่าวในเรื่องของเกียรติยศและระดับฝีมือที่การันตีในความเป็นระดับโลกแล้ว Billy ก็มีมากมาย เช่น ได้รับการโหวตจากนิตยสาร Guitar Player magazine ให้เป็น "Best Rock Bass Player" 5 ครั้ง ได้รับการลงคะแนนจากนิตยสาร Bass Player Magazine ให้เป็น best bassist 11 ครั้ง จากนิตยสาร Burrn Magazine 5 ครั้ง นอกจากนี้ Billy ยังได้รับการยกย่องให้อยู่ในทำเนียบนักดนตรียอดเยี่ยมตลอดกาล โดยได้มีโอกาสได้ไปประทับฝ่ามือที่ Hollywood Rockwalk ที่ Guitar Center อีกด้วย

นอกจากนั้นแล้ว เส้นทางดนตรีของเขายังไม่หมด Billy Sheehan ได้ออกโซโล่อัลบั้ม Compression ซึ่งเป็นโซโล่อัลบั้มแรกของเขา โดยเป็นคนทำดนตรีและร้องเองอีกด้วย แต่ก็มีบางเพลงที่ให้ Terry Bozzio มาตีกลองและมี Steve Vai มาเล่นกีตาร์ในเพลง Chameleon จากนั้นเขาก็ออก single ที่ชื่อว่า All Mixed Up จาก Compression ที่มีทั้งหมด 3 เพลง สามารถหาฟังได้ที่เว็บของเขา และอีกไม่นาน Billy มีโครงการที่จะทำโซโล่อัลบั้มที่เน้นความเป็นเบสมากขึ้นอีกด้วย

ผลงาน Instructional bass video ของเขามีออกมาแล้ว 3 ชิ้น คือ
1. Billy Sheehan-Bass secrets
2. Billy Sheehan on bass
3. Bass kids take over the world
ด้วยชีวิตและเส้นทางดนตรีที่ไม่เคยท้อ เส้นทางการฝึกฝนที่มีมากกว่า 30 กว่าปีบวกกับการเดินไปข้างหน้าที่จะพัฒนาดนตรีด้วยจิตวิญาณของตนอันแท้จริง จึงไม่น่าแปลกใจที่ Billy จะได้รับการยอมรับว่าเป็นมือเบสฮีโร่ผู้หนึ่งที่เป็นมือเบสคนสำคัญคนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งเบสเช่นเดียวกับ Jaco Pastorius, James Jamerson และอีกหลายๆ คน

ผลงาน
กับ Talas
1979: Talas
1982: Sink Your Teeth Into That
1983: High Speed On Ice
1990: Talas Years
1998: If We Only Knew Then What We Know Now
1998: Live In Buffalo

กับ Thrasher
1985: Burning at the Speed of Light

กับ Tony MacAlpine
1986: Edge of Insanity

กับ David Lee Roth
1986: Eat 'Em and Smile
1988: Skyscraper

กับ Mr. Big
1989: Mr. Big
1991: Lean Into It
1993: Bump Ahead
1996: Hey Man
2000: Get Over It
2001: Actual Size
2011: What If...

กับ Niacin
1996: Niacin
1997: Live
1998: High Bias
2000: Live! Blood, Sweat & Beers
2000: Deep
2001: Time Crunch
2005: Organik

With Explorer's Club
1998: Age of Impact

ผลงานเดี่ยว
2001: Compression
2005: Cosmic Troubadour'
2006: Prime Cuts
2009: Holy Cow

Terry Bozzio and Billy Sheehan
2002: Nine Short Films

 

Tony MacAlpine
Tony MacAlpine เป็นสุดยอดมือกีตาร์บรรเลงในแนว rock ชาวอเมริกันที่โลดแล่นอยู่ในวงการดนตรีมานานกว่าสองทศวรรษพร้อมผลงานบันทึกเสียงจากห้องอัดอีก 11 ชุด เขามีโอกาสได้ร่วมงานกับวงดนตรีและนักดนตรีมากมายทั้งในฐานะแขกรับเชิญและสมาชิกวง

MacAlpine ซึ่งเริ่มเล่นเปียโนตอนอายุ 5 ขวบ และเริ่มเล่นกีตาร์ตอนอายุ 12 นั้น ศึกษาดนตรี classic เป็นเวลาหลายปีที่ Springfield Conservatory of Music ในรัฐ Massachusetts รวมไปถึงหลักสูตรทางดนตรีอีกมากมายที่ University of Hartford ในรัฐ Connecticut หนึ่งในอิทธิพลทางดนตรีของเขาก็คือ Frédéric Chopin ซึ่ง Tony ได้แสดงความเคารพด้วยการตีความ Études ในอัลบั้มจากห้องบันทึกเสียงหลายๆชุด

ในช่วงที่ออกงานชุด Edge of Insanity (1985) และ Maximum Security (1987) Tony ก็ทำหน้าที่ที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งในยุคสมัยที่นิยมการปั่นกีตาร์ นั้นก็คือ การเล่นคีย์บอร์ดในงานเปิดตัวมือกีตาร์อย่าง Vinnie Moore (Mind’s Eye (1986)) และ Joey Tafolla (Out of the Sun (1987)) หลังจากที่ออกอัลบั้มเปิดตัวไปไม่นาน Tony ก็ได้ไปเล่นกีตาร์ใน M.A.R.S (ชื่อย่อจาก MacAlpine/Aldridge/Rock/Sarzo) สุดยอดวงในแนว heavy metal ซึ่งการไปร่วมงานครั้งนี้ก็ทำให้เกิดงานชุด Driver (1986) ขึ้นมา

Tony ได้ทำวงชื่อ 'MacAlpine’ และได้ออกงานชุด Eyes of the World ในปี 1990 งานชุดนี้พยายามเน้นไปที่ตลาดคนฟังโดยเป็นลักษณะงานคล้ายๆกับวง hard rock วงอื่นๆในยุคนั้น วงชุดนี้ยืนระยะอยู่เพียงแค่ช่วงสั้นๆ Freedom to Fly (1992) งานชุดต่อมาของ Tony ถือเป็นการกลับมายังงานในลักษณะเพลงบรรเลง จากนั้น เขาก็ออกอัลบั้มเพลงบรรเลงติดต่อกันตลอดในยุค 90 ซึ่งงานในช่วงนี้ที่ได้ออกกับค่ายที่มีชื่ออย่าง Shrapnel Records ก็มี Madness (1993), Premonition (1994), Evolution (1995) และ Violent Machine (1996) Tony ได้ลองร้องเพลงเพื่อเป็นการทดลองกับแนวดนตรีต่างๆใน Master of Paradise (1999) อัลบั้มชุดสุดท้ายในทศวรรษนี้ หลังจากที่ออกงานชุด Chromaticity ในปี 2001 เขาก็เว้นวรรคการออกงานเดี่ยวไประยะหนึ่ง โดยในช่วงนี้ เขาได้ไปร่วมงานกับนักดนตรี วงดนตรีหลากหลายแนว ที่โดดเด่นที่สุดก็คือการร่วมงานกับสุดยอดวงอย่าง CAB และ Ring of Fire หลังจากนั้น อีกหนึ่งทศวรรษต่อมา เขาก็ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 11 ในชื่อของตัวเองกับ Favored Nations ค่ายของ Steve Vai ในปี 2011

ในช่วงต้นจนถึงกลางยุค 2000 Tony ได้ทำหน้าที่สองอย่าง คือ เล่นกีตาร์และคีย์บอร์ดใน The Breed วงเดินสายของ Steve Vai เขาได้เล่นในดีวีดี Live at the Astoria London (2003) รวมไปถึงดีวีดีอีกสองชุดจากการเดินสาย G3 คือ G3: Live in Denver (2004) และ G3: Live in Tokyo (2005) ในช่วงเวลานั้น เขาเป็นมือกีตาร์ของ Planet X

สุดยอดวงในแนว progressive metal เล่นร่วมกับ Derek Sherinian มือคีย์บอร์ดและ Virgil Donati มือกลอง Tony เล่นกับทางวงในงานช่วงแรกของทศวรรษนั้นอย่าง Universe (2000), Live from Oz (2002) และ MoonBabies (2002) และได้กลับมาร่วมแสดงสดกับวงอีกครั้งในปี 2009 รวมไปถึงอาจจะมีการทำงานชุดใหม่ออกมา

งานล่าสุดที่เขามีโอกาสไปร่วมก็คือ Seven the Hardway วง progressive metal กับงานชื่อเดียวกับวงในปี 2010 เขาได้ไปเป็นแขกรับเชิญใน Oceana (2011) อัลบั้มบันทึกเสียงชุดที่เจ็ดของ Sherinian และปัจจุบันก็ได้ร่วมทัวร์เป็นส่วนหนึ่งของวงดนตรีเพลงบรรเลงร่วมกับ Mike Portnoy และ Billy Sheehan

ผลงาน

งานเดี่ยว

1985: Edge of Insanity

1987: Maximum Security

1990: Eyes of the World

1992: Freedom to Fly

1993: Madness

1994: Premonition

1995: Evolution

1996: Violent Machine

1997: Live Insanity (live)

1999: Master of Paradise

2001: Chromaticity

2006: Collection: The Shrapnel Years (compilation)

2011: Tony MacAlpine

กับ M.A.R.S.

1986: Project: Driver

กับ Planet X

2000: Universe

2002: Live from Oz (live)

2002: MoonBabies

กับ Steve Vai

2003: Live at the Astoria London

2004: G3: Live in Denver

2005: G3: Live in Tokyo

กับ CAB

2000: CAB

2001: CAB 2

2003: CAB 4

2008: Theatre de Marionnettes

กับ Ring of Fire

2003: Dreamtower

2004: Burning Live in Tokyo (live)

2004: Lapse of Reality

กับ Devil's Slingshot

2007: Clinophobia

กับ Seven the Hardway

2010: Seven the Hardway

กับศิลปินอื่นๆ

1986: Mind's Eye – Vinnie Moore

1987: Out of the Sun – Joey Tafolla

1998: The Quest – Damir Simic Shime

1999: The Maze – Vinnie Moore

1999: VK3 – Vitalij Kuprij

2000: Ring of Fire – Mark Boals

2002: Edge of the World – Mark Boals

2006: Collection: The Shrapnel Years – Vinnie Moore (compilation)

2010: On Revolute – Dave Weiner

2011: Oceana – Derek Sherinian

2012: Plains of Oblivion – Jeff Loomis

Derek Sherinian

Derek Sherinian (Dream Theater, Planet X, Alice Cooper, Kiss, Yngwie Malmsteen, Eddie Van Halen, Billy Idol, Black Country Communion) เป็นมือคีย์บอร์ดชาวอเมริกันที่ได้เดินสายและบันทึกเสียงกับ Alice Cooper, Billy Idol, Yngwie Malmsteen, Kiss, และ Alice In Chains เขายังเคยเป็นสมาชิกของ Dream Theater ในช่วงปี 1994-1999 เป็นผู้ก่อตั้ง Planet X สุดยอดวงที่เล่นเพลงบรรเลงแนว progressive rock และยังเป็นสมาชิกชุดแรกของ Black Country Communion วงรวมดาราชื่อดังอีกหนึ่งวง ผลงานเดี่ยวของเขามักจะมีแขกรับเชิญที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี เช่น Slash, Yngwie Malmsteen, Allan Holdsworth, Steve Lukather, Joe Bonamassa, Billy Sheehan, Zakk Wylde และ Al Di Meola มาร่วมงานด้วย
.
Derek สร้างชื่อให้กับตัวเองด้วยการเล่นคีย์บอร์ดในลักษณะแบบ “กีตาร์” ที่ดุดัน เขาได้ขึ้นปกนิตยสารคีย์บอร์ดทั่วโลก ซึ่งก็รวมไปถึงนิตยสาร Keyboard Magazine ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2011 ที่บอกไว้ว่า Derek เป็น “ฮีโร่สายคีย์บอร์ดสำหรับนักดนตรีรุ่นใหม่” นอกจากนี้ นิตยสาร Guitar World ยังเรียกเขาว่า “ราชาคีย์บอร์ด” (“King of the Keys”) และ Alice Cooper ก็เรียกเขาว่าเป็น “กษัตริย์ Caligula ของคีย์บอร์ด” (“Caligula of Keyboards”) อิทธิพลทางดนตรีหลักๆของเขาก็คือ Elton John, Van Halen และ Jeff Beck

ผลงาน
งานเดี่ยว
Planet X (1999)
Inertia (2001)
Black Utopia (2003)
Mythology (2004)
Blood of the Snake (2006)
Molecular Heinosity (2009)
Oceana (2011)

กับ Dream Theater
A Change of Seasons (EP) (1995)
Falling into Infinity (1997)
Once in a LIVEtime (CD) (1998)
5 Years in a LIVEtime (VHS/DVD) (1998)

กับ Planet X
Universe (2000)
Live from Oz (2002)
MoonBabies (2002)
Quantum (2007)

กับ Black Country Communion
Black Country (2010)
2 (2011)

กับ Alice Cooper
The Last Temptation (1994)
Classicks (1995)

กับ Platypus
When Pus Comes to Shove (1998)
Ice Cycles (2000)

กับ Yngwie Malmsteen
Attack!! (2002)
Perpetual Flame (2008)

กับ Kiss
Alive III (1993)

กับ Billy Idol
Devil's Playground (2005)
The Very Best of Billy Idol: Idolize Yourself (2008)


ซุปเปอร์โปรเจ็กต์ “Amazing Union”

ป๊อก!!! ไม่ต้องสงสัยกันหรอกท่านเสียงที่ได้ยิน คือเสียงกระดูกส่วนคอของเมรีเอง แหมก็เมื่อคืนโหยก สะบัด ฟัดเหวี่ยง ไปกับคอนเสิร์ต โครตซุปเปอร์โปรเจ็กต์ ในนาม Amazing Union ที่ทางถ้ำเสือ PMG จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลลาดพร้าว งานนี้เราก็ได้ผู้ใหญ่ใจดีเป็นผู้สนับสนุนคอนเสิร์ตดี ๆ อย่างสิงห์ อีกเช่นเคย

จะบอกว่างานนี้เมรีแทบตบเมรัยจอกสุดท้ายเข้าปากไม่ทัน พอได้รับหมายจากถ้ำเสือ ให้ไปดูลาดราว ของคอนเสิร์ต Amazing Union อีตอนแรกเมรีก็ไม่ได้สนใจหรอกนะท่าน เพราะกำลังติดลมเมรัยอยู่ แต่เพราะท่านเจ้าสำนักบอกว่า มี 4 ยอดขุนพลดนตรี ซึ่งนำทีมโดย Mike Portnoy อดีตมืองกลองวงโปรเกรสซีพเมทัล Dream theater, คุณลุง Billy Sheehan มือเบส จาก Mr.Big , Tony macalpine มือกีตาร์นิ้วจรวด ที่เคยขึ้นโชว์กับ Steve Vai และ Delek Sherinian มือคีย์บอร์ด ผู้ที่เคยวาดลวดลายบนลิ่มกับมือกีตาร์เจ้าพ่อนิโอคลาสสิค อย่าง Yngwie Malmsteen มาแล้ว อื้มมมมมมมม ได้ยินรีบลุกพรวด!! แทบไม่อยากพลาดคอนเสิร์ต เจ๋ง ๆแบบนี้ที่นาน ๆที่จะมีเข้ามาในเมืองไทยให้เหล่า คอดนตรีได้มันส์กัน

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยเหล่าคนดนตรีมากหน้าหลายตา อาทิ พี่โอ้ โอฬารพรหมใจ, พี่กิตติ กีตาร์ปืน, พี่ยอดบอดี้สแลม และนักดนตรีของเมืองไทยอีกมากมาย มากันให้ลายตาไปหมด ได้เวลาแสดงโชว์ประตูเปิดตอนเกือบสามทุ่มได้ เพราะเกิด Accident นิดหน่อย แต่ก็ไม่ทำให้แฟนเพลงของเหล่า 4 จตุรเทพย่อท้อ พอประตูสววรค์เปิดเท่านั้นล่ะ ความมันส์ก็ระเบิดขึ้นทันที ด้วยการเปิดตัวเทพแต่ล่ะท่าน ออกมาโชว์ลวดลายบนเครื่องดนตรีประจำกาย เล่นเอาคนดูทั้งฮอล์ยืนไม่อยู่กับที่กันเลยทีเดียว ชายแท้ก็ชายแท้เถอะ กรี๊ด!!กันจนแต๋วแตก ดิ้นกันจนเหงื่อซก เด็ดสุดคือเพลงสุดท้าย ที่ป๋า Billy นำเพลงจากวงของตัวเองขึ้นมาเล่นพร้อมกับร้องเองด้วยนะท่าน นั้นก็คือเพลง Shy boy ปิดโชว์ในคืนนั้นไปอย่างสวยงาม สร้างความประทับใจให้กับเหล่าแฟนเพลงไปตามๆกัน สำหรับเมรีแล้วถือว่าคุ้มจริงๆ

สำหรับสหายท่านใดที่พลาดคอนเสิร์ตดีดีแบบนี้ ไม่ต้องเสียอกเสียใจกันไป ได้ข่าวแว่วๆนะว่า ทางถ้ำเสือ จะเอาพี่ใหญ่บิ๊กเบิ้มแห่ง Trash Metal “Metallica” มาปลุกผีในเมืองไทย และยังไม่พอ อาจจะไปเกี่ยว วง Death Core “BMTH” ที่มีนักร้องนำเป็นนายแบบ เสื้อผ้ายี่ห้อดัง มาเปิดคอนเสิร์ตในเมืองไทยด้วย โอย ถึงคราวเมรีจะต้องเลิกกระดกเมรัยสักพักแล้วล่ะ เพราะไม่อยากจะพลาดคอนเสิร์ตดีดี สักงานเลย ถ้ายังไงสหายก็ติดตามข่าวสาร จากเราได้ทั้งทาง Overdrive และ ทาง www.prartmusic.com เอาล่ะเมรีขอตัวก่อนล่ะท่าน ไม่ได้จะไปกระดกเมรัยต่อ แต่จะไปเก็บเศษแก้วที่มันตกแตกตะหากเล่า ฮ่าๆ

เมรีพันจอก